Review: เมื่อหยิบ Fatherland ขึ้นมาอ่าน
posted on 05 Oct 2009 00:54 by arrivals-109 in Books
ก่อนอื่นขอสารภาพก่อนว่า ระยะหลังนี่ไม่เคยตั้งใจอ่านนิยายเล่มไหนได้คอมโบติดต่อกันหลายๆชั่วโมงเหมือนเล่มนี้เลยค่ะ อันที่จริงอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดนิดหน่อยที่เว้นช่วงอ่านเรื่องนี้ไปพักหนึ่ง พอกลับมาอ่านอีกทีเลยปะติดปะต่อเรื่องไม่ถูก ทำเอาแย่เหมือนกัน แต่พออ่านจบก็ลงมือเขียนรีวิวเท่าที่ทำได้ทันทีเลย รู้สึกอยากจะเขียนตอนที่หัวมันยังจำเหตุการณ์เป็นช็อตๆได้อยู่น่ะ เพราะมันมีความสดมากกว่าดองเก็บไว้นาน(เค้าเรียกกันว่าอย่างนี้สินะ=))
Fatherland : written by Thomas Harris
หน้าปกของสนพ.ปราชญ์เปรียวสวยเชียวค่ะ ตอนกวาดตาหาหนังสือครั้งแรกนี่สะดุดตามากเลย ปกติหนังสือแนวนี้หน้าปกออกจะทึมไปหน่อย แต่โทนสีแดงเดือดแบบนี้กระแทกตาดีค่ะ สวยนะ ชอบ
เหตุผลที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาจากหิ้งหนังสือแล้วซื้อเลยคือ
เหตุผลข้อแรก: เราชอบผลงานของนักเขียนเก๋าๆอย่าง โรเบิร์ต แฮร์ริส(Robert Harris) มากค่ะ ติดใจพล็อตเรื่องและบรรยากาศเทาทึมช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจาก อีนิกมา(Enigma)มากค่ะ ใครสนใจลองหาอ่านดูเถอะ ถึงสำนวนการเขียน(อ้างจากสำนวนแปลมาอีกทีนะ)ตอนแรกๆจะดูเข้าใจยากไปสักหน่อย เพราะต้องอาศัยการปูพื้นตอนต้นเรื่อง แต่เนื้อเรื่องแต่ละเรื่องของนักเขียนท่านนี้ ทำให้เราอ่านจนวางไม่ลงเชียว บวกกับเนื้อเรื่องอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกช่วยทำให้นวนิยายแต่ละเล่มของแฮร์ริสดูหนักแน่น น่าเชื่อถือ และสมจริงมากขึ้นไปอีกค่ะ
และที่สำคัญ สองเล่มที่อ่านมา ตอนจบทำให้เราจุก และหยุดพักหายใจไปพักใหญ่ๆเลยค่ะ ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ของการสร้างเรื่องราวของนักเขียนฝีมือดีคนนี้เลยค่ะ
เหตุผลข้อที่สอง: ชื่อผู้แปล นพดล เวชสวัสดิ์ โชว์หราอยู่บนปก ทำให้ไม่ยากเลยที่มือจะล้วงไปหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์แบนๆ ปลื้มงานนักแปลท่านนี้มากๆจาก ตอนอ่านนิยายแปลของมุราคามิแล้วค่ะ อ่านแล้วรู้สึกได้บรรยากาศที่ดีนะ การเลือกใช้คำและถ้อยความดูเป็นมืออาชีพมากๆค่ะ คำศัพท์บางคำรู้เลยว่าได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์งานแปลมานาน สังเกตว่างานแปลของคุณนพดลเท่าที่เคยเห็นมา เจอแต่งานหินๆทั้งนั้น ทั้งมุราคามิเอย โรเบิร์ต แฮร์ริสเอย Final Exitsเอย(ศัพท์เฉพาะทางเพียบ) ล่าสุดเจอประมวลภาพสงครามโลกครั้งที่สองเล่มหนาเตอะอีกค่ะ แต่แต่ละเล่มที่ออกมาก็น่าอ่านน่าซื้อเก็บทั้งนั้น Fatherlandเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลย
เหตุผลข้อที่สาม: ไม่ต้องอ่านให้มากถึงคำนำสนพ. หรือคำนำจากผู้เขียน แต่แค่คำโปรยหลังปกก็น่าติดตามแล้วค่ะ พล็อตโดยคร่าวๆใช้บรรยากาศหลังสงครามโลกเป็นฉากหลัง โดยสมมติให้เกิดเหตุการณ์ที่คนทั้งโลกไม่อาจคาดคิดได้ และการสร้างคดีฆาตกรรมไร้ชื่อขึ้นในตอนต้นเรื่อง นำมาซึ่งความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ และพลิกผันให้เรื่องราวจากหน้ามือเปลี่ยนเป็นหลังมือ
“...เราจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์”
-------------------------------------------
Fatherland หรือปิตุภูมิ เป็นเรื่องราวที่นำเสนอผ่านตัวละครอย่างนักสืบเยอรมันอย่าง ซาเวียร์ มาร์ช ซึ่งเป็นนักสืบยศพันตรี สังกัดหน่อยครีโปของเยอรมัน (ในสมัยนั้น ตำรวจในเยอรมันแบ่งออกเป็นสามระดับคือ ออโปชั้นผู้น้อย ครีโปคือตำรวจสามัญทั่วไป และเกสตาโปตำรวจลับของนาซีค่ะ ตำแหน่งเหล่านี้คือหน่วย SS ที่เรารู้จักกันดีนั่นแหละ) พบศพริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง มันเกือบจะดูเหมือนเป็นการรับทำคดีฆ่าตัวตายของชายวัยกลางคนฐานะดีคนหนึ่ง ถ้ามาร์ชไม่ได้พบจุดสังเกตที่น่าประหลาดใจจากทั้งคำให้การของเด็กหนุ่มเตรียมทหาร SS และจากทั้งคำให้การของญาติผู้ตาย แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันก็ไม่มากเท่ากับความขัดแย้งในใจของเขาที่มีต่อความภักดีของชาวเยอรมันและนาซี
เรื่องทั้งหมดมันอาจเป็นแค่นิยายสืบสวนเรื่องหนึ่ง หากไม่ใช่เหตุการณ์สมมติที่หยิบยกขึ้นมาเป็นฉากหลังของเรื่องนี้
ฟาเธอร์แลนด์ สมมติให้ฮิตเลอร์และนาซีเป็นผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันกลายเป็นจักรวรรดิไรช์อย่างเต็มตัว โปแลนด์ ลัตเวีย รวมทั้งประเทศอื่นๆที่พ่ายแพ้สงครามต้องถูกกลืนประเทศ โลกถูกขับเคลื่อนไปตามกระแสวาทะของท่านผู้นำระบบฟาสซิสต์ และหันหน้าเข้าสู่ฝั่งยุโรปไม่ใช่อเมริกา ชาวยิวหายไปจากผืนดินเยอรมันที่แผ่ขยายอาณาเขตกว้างไกล ทาบทับเข้าไปในรัสเซีย และกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ อเมริกาต้องหันมาตับมือสร้างสัมพันธ์อันดีด้วย นาซีชนะสงครามและยังคงเสี้ยมสอน ปลูกฝังรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนช่วงสงครามแก่คนรุ่นหลังต่อไป ไม่เคยมีใครระแคะระคายถึงความจริงที่ปิดซ่อนไว้ รวมทั้งการหายตัวไปของพวกยิว สลาฟ พวกโฮโมเซ็กช่วล ชาวผิวดำ หรือกลุ่มซ้ายจัดต่อต้านแนวคิดสังคมนิยมฟาสซิสต์ ความจริงทั้งหมดถูกปิดซ่อนอยู่ใต้เงามืด
ด้วยเงื่อนงำที่ดูเหมือนเกือบจะไม่มีอะไรนั้น ถูกขยายขึ้น จากรอยปื้นเลือนร่างบนที่หนึ่ง ไปสู่ความดำมืดของความจริงที่ถูกเปิดเผยให้รับรู้ทีละน้อย การสืบสวนจากเรื่องที่ธรรมดาไปสู่ความจริงและจุดไคลแม็กซ์ในตอนเกือบสุดเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของฟาเธอร์แลนด์ และเป็นเอกลักษณ์ของโรเบิร์ต แฮร์ริสค่ะ เราจะไม่มีทางเดาเรื่องออกเลยว่าสถานการณ์ ณ ตอนนั้นเราต้องเจอกับอะไร อะไรที่ควรจะพบตอนนั้นกลับไม่มี หากแต่ก็ยังได้ล่วงรู้ถึงความจริงในอีกเรื่องหนึ่งแทน ตอนอ่านอยู่จะไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะออกมาในรูปแบบไหน ทางที่ดีที่สุดคือการตะบี้ตะบันอ่านไปจนจบนั่นแหละ ถึงได้รู้สึกเสียดายมากๆที่ต้องหยุดอ่านไปพักหนึ่ง(เจอมรสุมการ์ตูนและกองงานทับถมแสนสาหัส)เล่าพล็อตเรื่องคร่าวๆไปก่อน เพราะไม่สามารถขยายความไปมากกว่านี้ได้ เกรงว่าจะเป็นการล้วงล้ำสิทธิ์บริโภคสื่ออันควรจะมีได้เท่าเทียมกันของนักอ่านคนอื่นๆ ถ้าอยากรู้ลองหาอ่านดูนะ
อ่านจบแล้ว...
โอย ใครทำกับ ซาเวียร์ มาร์ชของดิฉันเช่นนี้!! บ้าที่สุด!!! สุภาพบุรุษมากๆค่ะคุณมาร์ชขา~~ อยากจะตีอกชกอีตาโกลบูสมากๆ กรี๊ดดดดดด ทำอย่างนั้นได้ยังไงหาาาา แกมันโรคจิตชัดๆ! แต่เห็นแล้วว่าเครบส์ของฉัน(อีกคน)ต้องเป็นพวกปิดทองหลังพระแหงๆ ทำดีแล้วไม่มีใครเห็น โฮ~~~(ทำให้เห็นไม่ได้สินะ.....) เกลียดอีเด็กเปรตตตตตตต เกลียดไอ้ลูกงามไส้ของมาร์ชที่สุด!! เกลียดมันที่สุดในเรื่องแล้ว ไอ้เด็กเลวที่โดนล้างสมองงงงงงงงงง มาร์ชขา~~~~ จะไปปกป้องมันทำมายยยยยยย กรี๊ดดดดดดด ตอนจบหดหู่มากถึงมากที่สุด โอยยยยยยยยย จะบ้าตาย ทำไมคนดีๆถึงกลายเป็นแบบนี้ แล้วอีตายาเอเกอร์อีกกก สรุปที่ผ่านมาแกมันโคตระสะตอเบอร์รี่มากเลยว่ะ คิดไม่ถึงเลย ให้ตายห่ะ โอยยยยยย ชาร์ลีแร๊งงงงงง แต่ชอบโคตรๆ ชอบตอนเธอกะมาร์ชอยู่ด้วยกันนะ ทำไมรู้สึกอ่านแล้วไม่ขัดเขินเลย ยกเว้นให้หนุ่มเครบส์คนนึง XD ตอนโดนจับเข้าห้องสือสวนอ่านแล้วชวนจิ้นมากเลยยยยยยย อันที่จริง แอบเชียร์คู่ เครบส์xมาร์ช ก๊ากกกกก (ไม่ชอบซาดิสม์แบบ โกลบูสxมาร์ชนะ) แต่ก็ชอบคู่หลักแหละ ทรหดสุดๆเลยชาร์ลีเอ๊ยยยยยย
สรุปแล้ว...Fatherland ไม่ได้เป็นแค่นิยายสืบสวนค่ะ แต่ถือเป็นนิยายอ้างอิงประวัติศาสตร์ชั้นเยี่ยมเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเขียนของคอมลัมนิสต์ชาวอังกฤษ เลยมีเนื้อหาบางตอนสะท้อนถึงมุมมองฝ่ายตรงข้ามที่มองเยอรมันในช่วงสงคราม ความโหดร้าย รุนแรง มีแง่มุมของการพยายามรักษาอำนาจของผู้นำประเทศแฝงอยู่รวมถึงการสะท้อนภาพจิตสำนึกบางอย่างของคนเราว่าจะสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ทำให้เกิดผลดีทั้งตัวเองและคนรอบข้าง แต่โดยหลักมนุษยธรรมและความมีมโนธรรมแล้วเป็นสิ่งที่ควรกระทำ หรือรู้ทั้งรู้ แต่ก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไป…
ฮาเวียร์ มาร์ช รู้ความจริงจากความพยายามสืบหาความจริงภายใต้การถูกต่อต้าน ขัดขวาง และจับตาดูทุกฝีก้าว เครื่องแบบที่เขาสวมสร้างความขัดแย้งและปมปัญหาในใจของเขาเรื่อยมา มันก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในขณะที่เขาสืบหาความจริงเพื่อเอาผิดคนเหล่านั้น และรู้อยู่เสมอว่าเขาก็คือผู้ร่วมรับรู้และอาจลงมือกระทำความผิดเหล่านั้นด้วย และสิ่งที่มาร์ชทำคือเก็บรูปครอบครัวยิวที่เขาพบในห้องนอนก่อนที่จะย้ายเข้ามา ซึ่งเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของพวกยิวในสังคมเยอรมันน้อยชิ้นนักที่ถูกพบ ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาพกมันติดตัวจนถึงตอนท้ายเรื่อง พร้อมกับคำพูดที่ว่า
“...เราจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์”
และบทสรุปของเขา ก็นำพาพวกเราไปสู่ความจริงสุดท้ายในตอนท้ายเรื่อง
เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่น่าหยิบมาอ่านอีกเรื่องหนึ่งนะ เราว่า ^ ^
ได้ข่าวว่า Fatherland เลยทำเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ฉายช่อง HBO มาแล้ว!!
และรู้มาอีกด้วยว่าตั้งกะปี 1994 ละ...ตอนนั้นฉันยังเก็บเบี้ยใต้ถุนเรือนอยู่เลยนะ แต่พอหลังๆมาเริ่มชินแล้วกับอะไรที่ขึ้นต้นด้วย 188x - 199x รู้สึกว่ามันไม่นานอย่างที่คิดแล้วแฮะ หรือว่าอายุที่มากขึ้นปีสองปีจะทำให้ช่วงปีย้อนหลังที่ผ่านมามันดูนานน้อยลงกันวะ ใครที่รู้สึกเหมือนกันช่วยตอบที ปลอบใจฉันทีเถอะว่ามันเป็นเพราะการดูหนังพีเรียดเยอะเกินไม่ใช่เพราะตัวเลขอายุที่มากขึ้น ไม่นะ... ฉันแค่สิบหกเอง =[]=|| ถึงสังขารมันจะเหนื่อยแทบขาดใจตอนขึ้นบันไดตึกเรียนแค่ชั้นสี่ก็เถอะ
ห๊ะ! มาร์ชของดิฉันเป็นหนุ่มแว่นเหรอเนี่ย?! กรี๊ดด หน้าแก่ไปเยอะ คนที่ทำให้โกลบูสลงแส้(ความจริงลงไม้เบสบอล)ได้นี่ต้องหล่อกว่านี้เซ่!! ชาร์ลียิ่งหนักไปอีก หาความอ่อนวัยและเรียวขายาวขาวสวยของหล่อนไม่เจอเลย *จิตตก