Harry Potter: Amortentia

posted on 13 Jun 2010 22:51 by arrivals-109

 

 

 -Amortentia-

Author: Arita Potter
Pairing: HP/DM
Rating: PG
Disclaimer: แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นงานเขียนของเจ เค โรล์ลิ่งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
Summery: เดรโกนึกย้อนไปคิดถึงคำพูดของซลักฮอร์นในชั่วโมงปรุงยาเมื่อแปดปีก่อน และรู้ว่าเขาคิดผิดเกี่ยวกับมันมาตลอด

- - -

        “…หากเธอได้มองเห็นชีวิตมามากมายแล้วอย่างฉัน เธอจะไม่มีทางประเมินค่าของความรักที่ลุ่มหลงต่ำเกินไปเลย”

      คำพูดของอาจารย์สอนวิชาปรุงยาคนหนึ่งผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ทำให้คิดย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วเกือบแปดปีเต็ม ในวันนั้นที่ห้องปรุงยาในคุกใต้ดิน เขาเคยหัวเราะอย่างดูถูกให้กับคำพูดของฮอเรซ ซลักฮอร์น …มีแต่คนไร้ค่าที่สุดที่จะยอมลดตัวไปเกลือกกลั้วกับของพรรค์นั้น และคนโง่ที่สุดเท่านั้นที่จะยอมลดตัวลงไปเพื่อเป็นเหยื่อของอำนาจความรักอันเป็นได้แต่เพียงภาพมายาคติ ซึ่งถ้าหากตื่นขึ้นมาเมื่อใด มันก็จะเป็นเพียงความสุขที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างฉาบฉวยเท่านั้น

และเขาก็อยู่โดยปราศจากความรักมาตลอดด้วยความรู้สึกเช่นนั้น จนกระทั่งในตอนนี้


- - -

      ละอองหนาวจับกระจกใสของร้านตรงข้ามกับฟากถนนที่เขายืนอยู่จนเป็นฝ้าขุ่นมัว มองเห็นแต่เงาตะคุ่มที่พร่าไหวไปมาของหลายสิบร่าง และแสงสีของไฟสั่นระริกส่องเข้ามากระทบนัยน์ตาสีเทาขุ่นของเขาในบางครั้ง รถราของพวกมักเกิ้ลแล่นปราดไปมาอย่ารวดเร็วเพื่อแข่งขันกับเวลาและสัญญาณไฟจราจร ทันทีที่สัญญาณไฟเปลี่ยนสี เดรโกก็กระชับผ้าพันคอให้แนบกับลำคอมากขึ้นแล้วซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ตพร้อมทั้งสาวเท้าเดินไปยังฝั่งตรงข้ามพร้อมกับผู้คนที่สัญจรไปมาในวันหยุดช่วงเทศกาล เดินสวนกับเด็กผู้หญิงอายุไม่เกินสี่ขวบถือตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ในมือหนึ่งในขณะที่อีกมือจับชายเสื้อคลุมของผู้เป็นแม่พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วในระหว่างที่เดินข้ามถนน สวนทางกับพนักงานบริษัทที่เร่งเดินทางกลับบ้านให้ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายก่อนวันหยุดยาว และระยะเพียงแค่ฟุตหนึ่งของเดรโกคือคู่รักที่เพิ่งกลับมาจากการเดินซื้อของ เดินแนบชิดกันโดยมีผ้าพันคอผืนหนึ่งพันอยู่รอบคนทั้งสอง

      เดรโกไม่ได้หยุดมองพวกมักเกิ้ลเหล่านี้นานนัก เขาสูดลมหายใจอย่างช้าๆเพื่อรับเอาความหนาวและพ่นไอควันเย็นเยือกออกมาจากปากและจมูก ความหนาวทำให้เขาสงบเยือกเย็นได้กว่าที่เป็นอยู่ในเวลาปกติ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขากล้าเอื้อมมือไปผลักบานประตูให้เปิดออก –ซึ่งถ้าหากเป็นในเวลาอื่น เขาอาจจะไม่มีวันแม้แต่ปราดตามองมาที่นี่ก็เป็นได้

        ความอุ่นที่ห่างเหินจากแสงไฟของเชิงเทียนและไอร้อนจากร่างกายของคนหลายสิบคนกรุ่นคลุ้งไปทั่วร้านซึ่งดูแคบลงถนัดตา เสียงพูดคุยกันหยุดลงเมื่อสายตาหายคู่เห็นการมาปรากฏตัวของเขา ก่อนที่เสียงพึมพำเหล่านั้นจะดำเนินต่อเมื่อเขาหาที่นั่งได้ จากการแทรกตัวผ่านคนหลายคนจนไปพบกับโซฟาสีเทามุมหนึ่งของห้อง มีแก้วเครื่องดื่มวางอยู่บนโต๊ะหลายใบแต่กลับไร้เงาของเจ้าของ เมื่อการต่อสู้ทางความคิดจบลงให้ความรู้สึกอยากหลบลี้หนีหน้าจากผู้คนเป็นฝ่ายชนะ ชายหนุ่มผมบลอนด์จึงหย่อนตัวลงบนโซฟาตัวนั้นอย่างถือวิสาสะ

       ทันทีที่ได้เอนกายพิงกับพนักโซฟา ความเกร็งเครียดตั้งแต่ข้างนอกร้านก็ลดลงไปเกินครึ่ง เดรโกเอามือออกจากกระเป๋าและถูมือพร้อมกับเป่าลมหายใจลงบนฝ่ามืออย่างตั้งอกตั้งใจ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆที่ทั้งเดินขวักไขว่พลุกพล่าน และที่นั่งจิบเครื่องดื่มแล้วหัวเราะร่าอยู่บนโต๊ะ เขาไม่อยากถูกเพ่งเล็งให้เป็นเป้าซุบซิบนินทากันเมื่อเขาเผลอสบตากับใครคนใดคนหนึ่งเข้า นอกจากนี้ เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าหากนั่นเป็นนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่คุ้นเคยนั้นด้วยแล้ว

“หวัดดี” เสียงหนึ่งร้องทักขึ้น ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ในห้วงคิด คนตรงหน้าเขาเป็นผู้ชายใส่ชุดสูทเหมือนของพวกมักเกิ้ลได้อย่างแนบเนียน ถ้าเขาจำไม่ผิด คนตรงหน้าคืออดีตนักเรียนจากบ้านเรเวนคลอที่ชื่อแทรี่ บู๊ต

“ไง” เดรโกทักกลับด้วยเสียงแหบแห้ง เขาจำไม่ได้ว่าหยุดใช้เสียงตัวเองไปนานแค่ไหนแล้ว

“นายนั่งตัวแข็งอยู่บนโซฟาตั้งนานแน่ะ” ชายหนุ่มบอก แล้วนั่งลงบนโซฟาตรงหน้าเขา “เอาอะไรมั้ย?จะได้อุ่นขึ้น นายอาจอยากได้วอดก้าสักแก้วหนึ่ง…”

“จินก็พอ” เดรโกขัดขึ้นเบาๆ บู๊ตยิ้มให้เขาแล้วเอี้ยวตัวหันไปสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานเสิร์ฟที่เดินเข้ามาพอดี

“เราเคยคุยกันมั้ย?” บู๊ตถามเขา เดรโกยักไหล่ที่ห่อจนงองุ้มอยู่ในเสื้อโค้ตด้วยความหนาว

“แค่สองสามครั้ง” เขาตอบ พลางเอื้อมมือไปหยิบจินโทนิคบนโต๊ะที่เพิ่งถูกวางลงขึ้นมาจิบให้รสชาติกลมกล่อมของแอลกอฮอลล์ซ่านอยู่ในลิ้นครู่หนึ่งแล้ววางแก้วลง

“ก็คงงั้น” แทรี่พูดต่อ “แต่ฉันเคยเห็นนายออกบ่อยไปที่ฮอกวอตส์ รู้อะไรมั้ย? นายดู… เปลี่ยนไปน้อยมากเลยนะ …น้อยมากจริงๆ”

เดรโกไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาจิบเครื่องดื่มในแก้วอีกครั้งเพื่อคิดเปลี่ยนประเด็นการสนทนา เมื่อแทรี่ บู๊ตกำลังมองดูเขาหัวจรดเท้า แต่เมื่อการถ่วงเวลาหยุดลงเมื่อวางแก้วกลับไปอีกครั้ง บู๊ตก็พูดขึ้น

“นาย…เห็นพอตเตอร์หรือเปล่า?”

“ไม่” คำพูดที่เปล่าออกมาเกิดก่อนที่สมองจะสั่งการเสียอีก แทรี่ บู๊ตเลิกคิ้ว

“งั้นเหรอ? แหงล่ะ ก็นายเพิ่งเดินเข้ามาเองนี่ หมอนั่นเปล่งรัศมีคนดังแบบสุดๆไปเลย! ยังกับมีใครเสกคาถาลูมอสใส่ตัวพอตเตอร์จากทุกทิศทุกทาง…ก็จะเรื่องอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่ที่เขาขอแต่งงานกับน้องสาวคนสวยของรอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อย่าบอกนะว่านายไม่รู้ข่าวใหญ่แบบนี้กับเขาเลย”

“ฉันอยู่อเมริกามาตลอดสามปีหลังมานี้นะ ฉันจะรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” เขาโกหก

“แต่พรอเฟ็ตก็ลงเรื่องนี้นะ ประโคมข่าวกันใหญ่เลย ว่าจะเป็นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี” แทรี่จิบว็อดก้าในมือของตัวเองไปอึกใหญ่ “แต่ให้ตาย เขาอยู่ไหนกันนะ …ฉันยังไม่ได้คุยกับเขาเลย เมื่อกี้นี้เขากับรอนยังนั่งอยู่บนโซฟานี้อยู่นี่”

   เดรโกขยับตัวอย่างแนบเนียนที่สุดไม่ให้แทรี่ บู๊ตเอะใจขึ้นมาว่าเขาเกิดมีปฏิกิริยาอะไรเมื่อรู้ว่าเมื่อสองสามนาทีก่อน แฮร์รี่ พอตเตอร์นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกับเขา และอาจจะกลับไปมาให้อีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ แล้วเขาก็ยังรู้อีกว่าเพื่อนร่วมรุ่นจากบ้านเรเวนคลอตรงหน้ามาคุยกับเขาเพื่อฆ่าเวลาที่จะได้เจอกับพอตเตอร์คนดังเท่านั้น

“นั่นนายจะไปไหนน่ะ?” บู๊ตถามเมื่อเห็นเดรโกลุกผึงขึ้นมาจากเก้าอี้

“ห้องน้ำ” เขาโกหกอีกครั้ง แล้วเดินหนีออกมา พยายามเบียดกลุ่มคนที่ยืนคุยกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่หน้าประตูร้าน แต่ก็ต้องยอมแพ้เดินเลี่ยงมาใช้ทางที่อ้อมกว่าเมื่อคิดว่าไม่สามารถแทรกตัวผ่านออกไปได้ แต่เมื่อเลี้ยวตัวกลับ เดรโกกลับกำลังพบว่าตัวเองยืนประจันหน้าอยู่กับอดีตศัตรูคู่แค้นสมัยเรียนอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ราวกับเขากำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงความคิดอันดำมืด และเป็นเวลาอันแสนเนิ่นนานกว่าที่พอตเตอร์จะเริ่มขยับตัว คนตรงหน้าละสายตาจากเขาแต่ก็ไม่ได้หนีจากไปทันทีทันใด แล้วขณะนั้นเองที่ร่างสูงเก้งก้างของเพื่อนสนิทก็โผล่ออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนจับกลุ่มคุยกัน และตอนนั้นเอง เหมือนกับพอตเตอร์ รอน วิสลีย์ มองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

“มัลฟอย ให้ตาย…แฮร์รี่ ฉันคงไม่ได้เมาจนมองเห็นไอ้หนุ่มผมบลอนด์คนหนึ่งเป็นมัลฟอยหรอกใช่มั้ย?”

“นายไม่ได้เมาหรอก แล้วคนตรงหน้านายก็คือเดรโก มัลฟอยอย่างที่เห็นนั่นแหละ” คนที่ตอบไม่ใช่พอตเตอร์ แต่เป็นเขา รอนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยจากความไม่รู้จักกาลเทศะของตัวเอง เดรโกยังคงตีสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่ในใจถูกแผดเผาไปด้วยความสายตาของคนตรงหน้าและสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“ดีใจที่เห็นนายมานะ ได้ยินว่านายย้ายไปอเมริกานานแล้วนี่”

จู่ๆคนที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เขาส่งรอยยิ้มในแบบที่ไม่มีทางทำได้เลยถ้าเป็นในสมัยเรียนให้กับเขา กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเดรโกเครียดขึงเกินกว่าที่จะยิ้มตอบกลับไปได้ พอตเตอร์กำลังจะทำเหมือนว่าเขาสองคนไม่เคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อนงั้นเหรอ? หรือการอยู่ภายใต้ช่วงเวลาของคนที่กำลังจะแต่งงานทำให้สมองของหมอนี่ตีกลับจนเห็นเขากลายเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแทนรอนไปได้กันนะ

“ว่าไง” ชายหนุ่มผมดำพูดต่อ มัลฟอยสังเกตเห็นว่าเส้นผมของพอตเตอร์ก็ยังคงยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงอยู่เช่นนั้น แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม รวมถึงกรอบแว่นรูปทรงเชยๆนั่นด้วย

“อะไรว่าไง?” เขาถาม พอตเตอร์ขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ได้ฟังเลยหรือไง? ฉันถามนายว่านายอยากไปนั่งดื่มด้วยกันตรงนั้นมั้ย?”

   แล้วคู่กัดในสมัยเรียนเขาก็ชี้มือไปทางโซฟาสีเทาตรงมุมห้อง ที่ซึ่งเขาเกือบหลวมตัวยึดครองเป็นพื้นที่หลบลี้หนีหน้าของตัวเองไปแล้ว เดรโกตัวแข็งทื่อราวกับทั้งร่างถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยเวทมนตร์ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของชายหนุ่มตรงหน้า เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป

“เออ...” เดรโกพยายามอย่างยิ่งให้คำพูดอะไรสักอย่างหลุดออกมาจากปาก เมื่อเวลาผ่านไปชาติหนึ่งหลังจากพอตเตอร์ถามเขา “เกรงใจน่ะ …อย่าเลยดีกว่า”

 แล้วรอน วิสลีย์ก็พ่นเสียงหัวเราะออกมาพรืดใหญ่ ก่อนที่เขาจะทันได้ถลึงตาใส่อย่างเอาเรื่องด้วยความลืมตัว วิสลีย์ก็เอ่ยขึ้นก่อน

“แฮร์รี่ นี่มันยากกว่าตอนที่นายขอแต่งงานจินนี่ซะอีกไม่ใช่เหรอ?”

“ช่าย” เจ้าของร่างสูงสำทับ แล้วร่วมหัวเราะไปด้วย เดรโกพยายามข่มตัวเองไม่ให้ดินหนีออกจากร้านไปในตอนนั้นอย่างยากลำบาก ตอนนี้เขาออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้ว และการเดินตามคู่อริตรงหน้านี้กลับไปโซฟาตัวเดิมดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่ช่วยแก้หน้าตาชื่อเสียงเขาได้

      โซฟาตัวเดิมไม่ได้ว่างอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวนั่งขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโซฟาอย่างตั้งอกตั้งใจ ผมสีน้ำตาลหนาปรกใบหน้าที่ก้มงุดอยู่จนมิด และไม่ได้สนใจเมื่อพวกเขานั่งลงข้างเธอ วิสลีย์เป็นคนแรกที่ร้องขึ้นมาทันทีที่นั่งลง

“เฮอร์ไม่โอนี่ เรามีวันหยุดเหลืออีกตั้งอาทิตย์หนึ่งช่วงคริสต์มาสนะ! ได้โปรดเถอะ เก็บงานลงไปก่อนได้มั้ย มันทำให้ฉันอยากจะอ้วก…”

เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ถลึงตาใส่วิสลีย์อย่างหาเรื่องแต่ก็ยอมเก็บงานของเธอใส่กระเป๋าแต่โดยดี และน่าแปลกที่เธอไม่แสดงอาการประหลาดใจแม้แต่น้อยที่ได้เห็นเขา

“สวัสดี” เธอกระแอมครั้งหนึ่งเมื่อเห็นไปพูดกับเดรโก ถึงตอนนี้พอตเตอร์มองเขากับเพื่อนสนิทอีกคนอย่างยิ้มๆ

“เฮอร์ไมโอนี่ ขอแนะนำให้รู้จัก นี่เดรโก มัลฟอย” เขาพูดขึ้น “ส่วนเดรโก นี่เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์”

ชายหนุ่มผมแดงหัวเราะก๊าก ส่วนเดรโกมองร่างสูงที่เล่นตลกไร้สาระขึ้นมากะทันหันอย่างเอาเรื่อง  เกรนเจอร์หันมาถลึงตาใส่เพื่อนอีกคนของเธอแทน

“ฉันรู้หรอกย่ะ เดรโกกลับมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แล้วเขาก็แวะมาที่กระทรวงก่อนที่พวกนายจะรู้ด้วยซ้ำ!” เธอแหวใส่เพื่อนทั้งสอง

“ปัญหามันอยู่ที่ว่าพวกนายมีสิทธิอะไรมาเรียกฉันด้วยชื่อจริงกัน!” เดรโกขึ้นเสียงดัง คนทั้งสามหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน รอน วิสลีย์จ้องมองเขาอย่างล้อๆ

“โอเคครับ คุณมัลฟอย เราต้องขออนุญาตนายก่อนหรือไงถึงจะถือดีเรียกชื่อจริงได้? ฮึ… คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินยังถือสาอะไรไม่เข้าเรื่องเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”

“ใช่สิ! อย่างน้อยคฤหาสน์ก็ขายได้ราคาดีกว่าบ้านโพรงกระต่ายจนๆของนายตั้งไม่รู้กี่เท่า วิสลีย์” เดรโกยืดอกอย่างภาคภูมิ แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจว่าการพูดครั้งนี้ ร่างของเขาคงถูกจับโยนออกไปนอกร้านแน่ๆ แต่ก็ไม่ยักกะมีอะไรเกิดขึ้น วิสลีย์ตัวต้นเหตุกำลังจิบเครื่องดื่มในมือของตัวเอง ในขณะที่เกรนเจอร์กลอกตา พอตเตอร์เป็นคนเดียวที่มองเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

“จมูกแดงหมดแล้ว”

      อย่างที่ไม่ทันคาดคิด มือเรียวของอีกฝ่ายก็เอื้อมมาแตะปลายจมูกเขา ประหนึ่งกระแสไฟฟ้าแล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้า เดรโกเอี้ยวตัวหลบมือของพอตเตอร์อย่างตกใจสุดขีด ความรีบร้อนทำให้เขาซึ่งนั่งอย่างหมิ่นเหม่ด้วยความประหม่าบนโซฟาทรงตัวไม่อยู่จนล้มโครมลงไปก้นกระแทกพื้น ศีรษะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะวางเครื่องดื่ม เขาได้ยินเสียงของเกรนเจอร์อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ แล้วใครคนหนึ่งก็ถลันเข้ามาพยุงเข้าขึ้นมาจากพื้นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างหยุดไม่อยู่ของรอน วิสลีย์ และเสียงพึมพำของเพื่อนคนอื่นบนโต๊ะใกล้ๆที่เห็นเหตุการณ์

“ขอโทษที” เสียงทุ้มต่ำกระทบข้างหูเขา “ไม่คิดว่านายจะตกใจขนาดนี้”

     เขาสะบัดแขนให้พ้นจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วเท่าที่สมองจะสั่งการให้ทำได้ พอตเตอร์ขมวดคิ้วอย่างข้องใจเมื่อเห็นสีหน้าของเขา เดรโกพยายามปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด

“ฉันไม่เป็นไร” เขาบอกแม้เสียงที่พูดออกไปจะสั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ “ขอตัวเข้าห้องน้ำนะ”

เดรโกลุกขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าจะรู้สึกวิงเวียนจากแรงกระแทกเมื่อครู่อยู่ก็ตามแต่เขาก็สามารถลุกหนีจากโต๊ะไปได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ แต่มันก็ช้าเกินไปสำหรับการได้ยินเสียงพูดคุยกันจากด้านหลัง

“พนันได้เลยว่าเขาไม่กลับมาอีกแน่” เสียงวิสลีย์ดังขึ้น

“นั่นเพราะใครกันล่ะที่ล้อเล่นไม่เข้าเรื่อง” ครางนี้เป็นเสียงแหลมสูงเชิงตำหนิของเกรนเจอร์ แล้วเสียงที่สามที่ดังขึ้นมาก็พูดขึ้นในทำนองไม่ยี่หระเลยสักนิด

“ก็ใครจะรู้ว่าหมอนั่นจะหวงเนื้อหวงตัวขนาดนี้ล่ะ”

         ถ้ามีกระจก เขาคงเห็นแล้วว่าตัวเองหน้าแดงด้วยความอับอายขนาดไหน ด้วยความพยายามอีกครั้งอย่างยิ่งยวดเดรโกจึงสามารถเข้าห้องน้ำหลังร้านได้โดยผ่านเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ส่งเสียงทักหรือไม่ก็ยิ้มให้เขาไปตลอดทาง และกว่าครึ่งมองเขาด้วยสายตาสนใจใคร่รู้ ตลอดสามปีนี้มาไม่มีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกอับอายมากไปกว่าในงานเลี้ยงรุ่นงี่เง่านี้เลย

         ห้องน้ำหลังร้านมีผู้คนเข้าออกบางตา คงไม่มีใครอยากผละจากวงสนทนาและการพบปะที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอกัน หรือไม่ก็เป็นการเอาข่าวซุบซิบนินทาที่เก็บเล็กผสมน้อยมาผสมโรงพุดคุยกัน และที่เลือกร้านของพวกมักเกิ้ลก็คงเป็นการนึกสนุกอย่างเพี้ยนๆของใครคนหนึ่งแน่ๆ เดรโกหัวเสีย เขาพาลหงุดหงิดใส่ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าระหว่างทางจนถึงห้องน้ำ และโมโหแม้กระทั่งถังขยะสีดำในห้องน้ำที่เขาเตะใส่มันเต็มแรง แต่เมื่อรู้ว่าเท้าข้างขวาเจ็บแค่ไหนจึงรู้ว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

     ความคิดแค้นเคืองทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนสมัยเรียนทำให้เขาลืมการระแวดระวังผู้คนรอบตัวอย่างที่เคยเป็น เมื่อรู้ตัวอีกทีก็เห็น เงาสะท้อนของแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็ปรากฎอยู่บนกระจกบนอ่างล้างมือ และกำลังจ้องมองเขาจากด้านหลัง

“ไม่ได้ตามนายเข้ามานะ บอกไว้ก่อน” เมื่อเห็นว่าเขาไม่อยู่ในอารมณ์ปกตินัก อีกฝ่ายจึงชิงพูดก่อนที่เขาจะทันเอ่ยปาก “แค่คิดว่าเมื่อกี้ฉันทำเกินไปจริงๆ เลยอยากขอโทษนายอย่างเป็นจริงเป็นจังกว่านี้…”

“ในห้องน้ำเนี่ยเหรอ พอตเตอร์? ฉันคิดว่านายจะอยากลุกขึ้นยืนปาถกฏาเป็นเรื่องเป็นราวว่าด้วยการขอโทษฉันซะอีก”

“นี่ฉันจริงจังอยู่นะ!” ร่างสูงแย้งเขา นัยน์ตาสีเขียวสาดประกายกล้าอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อคนตรงหน้าโกรธขึ้นมา “แล้วก็เลิกได้แล้วมั้งไอ้นิสัยประชดประชันแบบนี้น่ะ”

“ฉันเปล่านะ” เดรโกบอก จู่ๆเขาก็เกิดนึกอยากแกล้งคนตรงหน้าให้สาสมกับความอับอายที่เขาได้รับ ความคิดนี้ทำให้เขาฮึกเหิมจนลืมแม้กระทั่งความประหม่าจากอีกฝ่าย “มันเข้ากับนายดีไม่ใช่เหรอ พรอเฟ็ตคงจะลงข่าวใหญ่ ว่าที่เจ้าบ่าวของจิเนฟร่า วิสลีย์คือพ่อเทพบุตรคนดังที่ทำได้แม้กระทั่งการก้มหัวขอโทษเพื่อน ไม่สิ คู่อริสมัยเรียนที่เคยทำอะไรให้เจ็บแสบสารพัดอย่าง ว้าว! ฉันจะอยู่รอดูหนังสือพิมพ์กรอบเช้าวันพรุ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อเชียวล่ะ”

“เดรโก… ฉันไม่เคยเห็นนายเป็นศัตรูเลยนะ นั่นมันตั้งแต่สมัยเรียนเมื่อนมนานมาแล้ว แล้วนี่มันก็ผ่านมาแล้วตั้งแปดปี”

“อ้าว เป็นงั้นหรอกเหรอ? แล้วไอ้การที่ฉันล้มโครมลงไปบนพื้นนี่เป็นเพราะมือที่มองไม่เห็นที่ไหนไม่ทราบ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนั้น” น้ำเสียงของพอตเตอร์ฟังดูอ่อนล้าจากการทุ่มเถียงด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนจะไม่มีวันชนะได้ “ฉันแค่… ฉันแค่เพิ่งสงสัยว่าเวลานายโกรธจมูกนายจะแดงแบบนั้นหรือว่ามันแดงเพราะอากาศหนาวกันแน่ แล้วทีนี้ฉันก็เลยอยากจับดู…”

“อะไรนะ?” เขาร้องเสียงหลงจากคำพูดที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืด

“ก็เรื่องจมูกนายไง ฉันบอกว่าฉันสงสัยว่าจมูก…”

“ไม่ใช่ๆ โอ๊ย…นายมันปัญญานิ่มไปแล้วหรือไงกัน?” เดรโกเผลอโบกมือไปมากึ่งขบขันกึ่งหัวเสีย “มีไอ้บ้าที่ไหนสงสัยเรื่องพรรค์นี้ด้วยหรือไง”

“ก็ฉันไง” ชายหนุ่มผมดำให้คำตอบกับเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ถามจริงเถอะ นายอายุเท่าไหร่กันแน่?”

“ยี่สิบสี่” คำตอบของคำถามคราวนี้ชัดเจนพอๆกับครั้งแรก

“เก่งมากที่ตอบถูก” เดรโกกลอกตา ตอนนี้เขาโกรธแค้นอะไรคนตรงหน้าไม่ลงแล้ว “อย่างน้อยกระทรวงก็ไม่ได้จ้างหัวหน้ามือปราบมารที่นับอายุของตัวเองไม่เป็น ขอบคุณเมอร์ลิน”

“ใช่แล้ว กระทรวงจะซาบซึ้งใจอย่างสูงเช่นกันที่เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ที่แอบหนีหน้าไปอเมริกาอย่างกะทันหันชื่นชมในฝีมือการทำงานของพวกเรา”

แฮร์รี่ พอตเตอร์ยิ้มกว้างให้เขาตอบ ก่อนจะแสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังนึกอยากเข้าห้องน้ำเมื่อตอนคุยกับรอนและเฮอร์ไมโอนี่ ก่อนที่จะเผ่นแผล็วเข้าไปในห้องน้ำห้องหนึ่ง

“แล้วก็อย่าหนีกลับล่ะ!” เสียงร้องของอีกฝ่ายดังมาจากในห้องแคบๆ ทำเอาเดรโกที่กำลังคิดจะหนีออกทางประตูหลังร้านชะงักกึก

“อย่าทำมาเป็นรู้ดีหน่อยเลย!” เขาตะโกนกลับ รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าหน่อยๆที่ร้องตอบกลับไป “ใครจะยอมอยู่ให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาจับจมูกเล่นกันล่ะ!?”

“ไม่ใช่ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ซักหน่อย” เสียงในห้องน้ำตอบกลับมา “นายแอบมองฉันข้ามโต๊ะบ้านสลิธิรินมาตลอดหกปีที่ฮอกวอตส์ไม่ใช่เหรอ?”

   เดรโกไม่ได้ตอบกลับไป เสียงดูเหมือนจะหายเข้าไปในลำคอ ความตื่นตระหนกและความอับอายเข้ามาปะปนกันจนมั่วจนหมด ใบหน้าของเขาเองบนกระจกเมื่อหันกลับไปมองดูจะไม่เหมือนกับตัวเขาเองเลย มันไม่ได้เย่อหยิ่ง ถือดี และสงบเยือกเย็นอย่างที่เป็นอีกแล้ว หากแต่มันกลับดูหวาดกลัว สับสน และมีรอยปื้นของเส้นเลือดฝาดที่กระจายอยู่บนแก้มตัดกับผิวขาวซีดจากความหนาว เขาสาวเท้าเดินออกมาจากห้องน้ำ และไม่อาจขานเสียงเรียกของร่างสูงที่อยู่ในห้องน้ำได้อีก


แล้วเขาก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเสียพอตเตอร์ไปได้ –ไม่เลยจริงๆ


- - -
Author’s note : เป็นฟิคสั้นๆที่ทดลองเขียนขึ้นมาค่ะ จากตอนที่อ่านเล่มหกภาคภาษาอังกฤษ อารมณ์ประมาณเปิดอ่านผ่านๆแล้วเกิดเจอศัพท์เฉพาะของน้ำยาเสน่ห์ในชั้นเรียนของซลักฮอร์นคือ อะมอร์เทนเทีย(Amortentia) ชื่อดูแปลกตาไฮโซมากจนนึกเสียดายที่ฉบับแปลไทยไม่ได้แปลทับศัพท์ไปทั้งอย่างนั้น และบวกกับคำพูดของซลักฮอร์ที่จงใจพูดชื่อมัลฟอยตอนประโยคที่เอ่ยถึงน้ำยาตัวนี้ ฉันก็เลยจับเอามาเขียนเป็นช็อตฟิคเรื่องนี้ซะเลย ฮี่... และเพราะความสั้นนี่เองที่ทำให้เขียนอะไรต่อไปไม่ได้มากก็ตัดจบทั้งอย่างนี้เลย ความจริงก็อยากเขียนต่ออยู่หรอกค่ะ เพราะคิดๆไว้แล้วเหมือนกัน แต่เพราะตอนต่อที่คิดไว้มันมีฉากncนี่สิ...

 

edit @ 13 Jun 2010 22:55:10 by 109

edit @ 13 Jun 2010 22:56:39 by 109

edit @ 13 Jun 2010 23:00:50 by 109